นักกวีและจุดเริ่มต้น

poetตัวอักษรกลั่นกรองเป็นถ้อยความ ศิลปะทางภาษา ที่มนุษย์นำมาใช้เพื่อสร้างความสุนทรียะ ผู้สร้างสรรค์ผลงานดังกล่าว เรียกว่า “นักกวี” ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญในศิลปะการประพันธ์ต่างๆ และได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ

กวี หรือ กวีนิพนธ์ หมายถึง บทประพันธ์ ลำนำ บทกลอน กวีวัจนะ คำประพันธ์ กาพย์กลอน บันเทิงคดี เรื่องสั้น นวนิยาย ซึ่งถูกจัดระเบียบตามบัญญัติแห่งฉันทลักษณ์ จัดอยู่ในสาขาวรรณศิลป์ สาขาหนึ่งของ ศิลปินแห่งชาติ ผลงานที่สร้างสรรและเป็นประโยชน์ต่อสังคม จะได้รับคัดเลือกและมอบ “เข็มเครื่องหมายศิลปินแห่งชาติ” เพื่อเป็นการประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติ

นักกวี ใช้อารมณ์และความรู้สึกนึกคิด ผ่านถ้อยบทความ ในรูปแบบของงานภาษาชนิดหนึ่ง ที่สะทก สะท้อน ความคิด ความรู้สึก ให้ประจักษ์ ตระหนัก และคำนึงถึง ความจริงอีกด้านหนึ่งที่ ซ่อนอยู่ในซอกหลืบของความรู้สึก หรือบางอย่างที่ถูกหลงลืม และลืมคิดไป โดยที่คนทั่วไปคิดไม่ถึง หรือมิทันได้คิด เปรียบถ้อยความ ดังภาษาที่สอง ของความรู้สึก คือนอกจากจะสร้างศิลปะทางด้านอารมณ์แล้วยังถ่ายทอดความจริงหรือสัจธรรม ผ่านตัวหนังสือทุกช่องว่างระหว่างบรรทัดล้วนอัดแน่นด้วยเนื้อความ และศิลปะแห่งการนำเสนอด้วยท่วงทำนอง ของถ้อยคำ เป็น จังหวะ จะ โคน ที ลงตัว

ด้วยศิลปะการถ่ายทอดทางภาษา นอกจากความงดงาม ของถ้อยคำ ยังสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่ถูกถ่ายทอดออกมาจากจิตใจ บุคคลใดที่ได้สัมผัสด้วยตา อ่านด้วยความรู้สึก อาจติดค้างคาใจ ตัวอักษรที่เหล่านักประพันธ์ใช้สามารถถ่ายทอดความรู้สึกโดยตรง ไปยังผู้รับสาร ทำให้สะท้อนถึงอารมณ์ที่ลึกซึ้ง ซาบซึ้ง และแรงสะเทือนใจ กลัว ฮึกเหิม หรือตลกขบขัน ณ ขณะนั้น
นักกวี เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นต้นแบบของกวีเอกที่ได้รับการยกย่องในประเทศไทย ได้แก่ ในสมัยสุโขทัย คือ นางนพมาศ, พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระเจ้ากรุงธนบุรี (ตากสิน), พระยาตรัง ฯลฯ

ผลที่สร้างสรรค์และมีคุณค่า

prose
คุณค่าจากงานประพันธ์และวรรณกรรม ที่ถูกถ่ายทอดเป็นสื่อการเรียน การสอน ช่วงประถมวัย อาทิ รามเกียรติ์ ทรงนิพนธ์ โดย พระเจ้ากรุงธนบุรี (ตากสิน), เรื่อง พระอภัยมณี โดย สุนทรภู่ ฯลฯ
กว่าจะเป็นศิลปินแห่งชาติ ล้วนผ่านงานเขียนมานับไม่ถ้วน การเขียนจากความรู้สึกที่เป็นจริง ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่มาจากพลังแห่งการสร้างสรรค์ที่ถ่ายทอดออกมาผ่านความคิดและตัวหนังสือ จึงมีสำนวนที่หนักแน่น ไม่เลื่อนลอย มีรูปแบบและลีลาเป็นเอกลักษณ์ เป็นผลงานที่ประจักษ์ และมีคุณค่าแก่ควรแก่การยอมรับและยกย่อง
จุดเริ่มต้นของอาชีพ โดยเฉพาะผู้ที่มีใจรักและชื่นชอบความสวยงามของภาษาต้องทำอย่างไรบ้าง มีความรักในอาชีพที่ต้องการ สร้างนิสัยรักการอ่าน มีความอดทนแน่วแน่ต่อสิ่งที่ต้องการ ฝึกเขียนจนกว่าจะเจองานเขียนด้านที่ตนเองถนัด เรียนรู้จากผู้อื่นผ่านตัวอักษรและหนังสือที่ถูกถ่ายทอด รู้จักสร้างสรรค์ด้วยการฝึกคิด ฝึกนำเสนอ มีความขยันอย่างสม่ำเสมอ แล้ววิถีชีวิตแห่งงานเขียนก็จักเริ่มต้นขึ้น

จุดเริ่มต้นรางวัลโนเบล

Alfred_Nobel

รางวัลโนเบลที่ทุกคนรู้จักกันนั้นเกิดขึ้นได้เพราะ อัลเฟรด แบร์นฮาร์ด โนเบล (Alfred Bernhard Nobel) เกิดเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2376 กรุงสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เดิมทีแล้วอัลเฟรด โนเบลมีพื้นฐานทางบ้านที่ดีและรวยมากแต่เกิดการล้มลายเนื่องจากกิจการที่ทำอยู่ประสบปัญหา จากนั้นจึงได้ย้ายไปอยู่ที่ประเทศรัสเซียหลังจากนั้นไม่นานอัลเฟรด โนเบลก็ได้เริ่มทำงานในประเทศรัสเซียเกี่ยวกับการผลิตอาวุธต่างๆ มีความเชียวชาญด้านเคมีและฟิสิกส์เป็นอย่างมาก สิ่งแรกที่อัลเฟรด โนเบลได้ประดิษฐ์เป็นผลสำเร็จนั้นคือระเบิด และคำว่าระเบิดนั้นเองเป็นชื่อที่อัลเฟรดใช้ในการจดสิทธิบัตร เมื่อก่อนใช้งานในงานสงครามและระเบิดหินหรือทำอุโมงค์อีกทั้งยังใช้ในการทำคลองได้อีกด้วย ในสมัยนั้นอัลเฟรดเป็นเพียงคนเดียวที่สามารถทำระเบิดได้จึงทำให้หลายๆ ประเทศต่างต้องการ ทำให้อัลเฟรดกลายเป็นคนที่รวยที่สุดในเวลาอันรวดเร็ว แต่นั้นก็ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งเดียวที่อัลเฟรดได้คิดประดิษฐ์หรือทำการจดสิทธิบัตรเพราะมีถึง 355 รายการที่เป็นของอัลเฟรด โนเบล ก่อนที่จะสิ้นใจซึ่งหลายๆ อย่างเราทุกคนเองนั้นรู้จักเป็นอย่างดี จุดประสงค์ของรางวัลโนเบลคือ เพื่อเป็นการเชิดชูผลงานประดิษฐ์หรือการวิจัยที่ทำคุณประโยชน์แก่มวลมนุษย์ ผู้ที่เคยได้รับรางวัลล้วนมีทุกช่วงวัยไม่ว่าใครก็สามารถมีสิทธิได้รับรางวัล

Malala Yousafzai

โดยผู้ที่มีอายุน้อยทีสุดคือ มะลาละห์ ยูซัฟซัย (Malala Yousafzai) ในสาขาสันติภาพ 2014 ขณะที่เธอได้ทำการเรียกร้องสิทธินี้เธอเป็นประชากรของประเทศปากีสถานซึ่งบิดาของเธอนั้นเป็นเจ้าของโรงเรียนแห่งหนึ่ง มะลาละห์เพียงต้องการได้ความสงบสุขที่เป็นเหมือนเมื่อก่อนและสิทธิที่ผู้หญิงจะได้รับการศึกษาเท่าเทียมกับผู้ชาย ในยุคนั้นเป็นยุคของการเกิดสงครามตาลิบันทำให้มะลาละห์ถูกลอบสังหารโดยกลุ่มของตาลิบันแต่รอดมาได้เมื่อปี พ.ศ. 2555

Leonid_Hurwicz

เลโอนิด เฮอร์วิกซ์ (Leonid Hurwicz) เป็นผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลอายุเยอะที่สุดในเวลานี้ด้วยวัย 90 ปี สาขาเศรษฐศาสตร์ พ.ศ. 2550 และได้เสียชีวิตลงเมื่อปีพ.ศ. 2551 นับเป็นรางวัลอันทรงเกรียติในชีวิต

ก่อนที่อัลเฟรด โนเบลจะเสียชีวิตลงนั้นได้มีการกล่าวถึงสิ่งประดิษฐ์ของอัลเฟรด โนเบลว่าเป็นสิ่งที่อันตรายทำให้เกิดการเข่นฆ่ากันได้อย่างเร็วขึ้นเมื่อมีการนำระเบิดของเค้าไปใช้งานในทางที่ผิดจากสิ่งที่เค้าได้คิดไว้เมื่อครั้งแรก ก่อนที่อัลเฟรด โนเบลจะเสียชีวิตนั้นได้ทำพินัยกรรมเพื่อมอบทรัพย์สินส่วนหนึ่ง พร้อมกับมีการตั้งเป็นมูลนิธินัยหนึ่งจะถือว่าเป็นการไถ่โทษของตัวเค้าเองก็ว่าได้ และนี้ก็คือเรื่องราวของรางวัลโนเบลที่มีขึ้นจนถึงปัจจุบันนี้นั้นเอง

รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมคนแรกของโลก

Prudhomme_Sully

ซุลญี พรูดอม (Sully Prudhomme) เกิดที่กรุง ปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2382 จากเดิมนั้นตั้งใจว่าจะศึกษาเพื่อเป็นวิศวกรซึ่งตอนหลังนั้นได้เกิดเปลี่ยนใจ เป็นศึกษาเกี่ยวกับปรัชญาและบทกวี อีกทั้งยังกล่าวว่าจะทำกวีและปรัชญาที่มีการผสมผสานกับวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกัน เรื่องแรกที่เขียนขึ้นมาได้แก่ Stances et Poèmes เมื่อปี พ.ศ. 2408 และได้รับการยกย่องโดย Sainte-Beuve ซึ่งการตีพิมพ์นี้ได้เริ่มขึ้นก่อนที่จะเกิดสงครามสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย(Franco-Prussian)  เมื่อสงครามได้สงบลง พรูดอม จึงได้เริ่มเขียนอีกครั้งเกี่ยวกับโรงเรียนสอนวิทยาศาสตร์ในจีนกับปรัชญา ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก Lucretius’s De rerum natura ในการแปลหนังสือเล่มแรก บทกวีและร้อยแก้วที่ซุลญี พรูดอม ได้ทำการแต่งไว้ก่อนจะสิ้นใจเมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2450 รวมทั้งหมดแล้วมีประมาณ 19 เล่มด้วยกัน

เรื่องรับความนิยมนั้นเกี่ยวกับปรัชญาความงามที่ได้เขียนไว้ โดยกล่าวคือเป็นการวิเคราะห์ประสบการณ์ของบุคคลและพฤติกรรมรวมถึงจิตวิทยาที่เกี่ยวกับบุคคลเมื่อมีสิ่งกระตุ้นหรือสิ่งเร้า จนกระทั้งปลายปี พ.ศ. 2455 มีการประชุมเกี่ยวกับความงามที่พูดถึงความงานแบบไหนนับเป็นศิลปะหรือศูนย์กลางของความสวยงามนั้นเองและนี่เป็นส่วนหนึ่งที่ซุลญี พรูดอม แสดงให้เห็นแล้วว่าสิ่งที่เค้าได้เขียนขึ้นมานั้นในระยะหลังมีความเกี่ยวข้องและตรงกับความตั้งใจที่เค้าได้คิดไว้ตั้งแต่แรก เป็นบุคคลที่มีความหลากหลายในการเขียนกวีเรียกได้ว่าแทบจะทุกแนว เช่น ความยุติธรรม ความสุข ศาสนา

Kawabata_Kenzaburo_Gao

สำหรับในแถบเอเชียประเทศที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมนั้นมีเพียง 3 ท่านตั้งแต่เริ่มการก่อตั้งขึ้นมา โดยชาวญี่ปุ่นได้รับรางวัลถึง 2 ครั้งด้วยกันได้แก่ ยาสึนาริ คาวาบาตะ (Kawabata Yasunari) และเค็นซะบุโร โอเอะ (Kenzaburo Oe) อีกท่านหนึ่งได้แก่ เกา ซิ่ง เจี้ยน (Gao Xingjian) เป็นลูกครึ่งจีนฝรั่งเศส

ยาสึนาริ คาวาบาตะ เป็นนักเขียนนวนิยายรวมถึงเรื่องสั้น ได้รับรางวัลเมื่อปี พ.ศ. 2511 เกิดใน โอซาก้า นอกจากจะเป็นนักเขียนแล้ว คาวาบาตะยังเป็นนักข่าว รวมแล้วได้สร้างผลงานไว้ถึง 12 เรื่องด้วยกัน

เค็นซะบุโร โอเอะ เกิดที่ เมืองชิโกกุ จังหวัด เอะฮิเมะ เมื่อ 31 มกราคม พ.ศ. 2478 ผลงานที่ได้รับความนิยม A Personal Matter, The Silent Cry ได้รับรางวัลโนเบลเมื่อปี พ.ศ. 2537 ได้รับอิทธิพลการเขียนวรรณคดีจากฝั่งของฝรั่งเศสและอเมริกัน นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลอื่นๆ เช่น Akutagawa Prize, Shinchosha Literary Prize, Tanizaki Prize, Noma Prize, Yomiuri Prize, Jiro Osaragi Prize (Asahi Shimbun), Nobel Prize in Literature, Order of Culture, Legion of Honour

เกา ซิ่ง เจี้ยน รับรางวัลโนเบลเมื่อปี พ.ศ. 2543 เป็นบุคคลที่มีผลงานหลายด้านเช่น การแสดงละครด้วยการแปลและกำกับ เขียนนิยาย เขียนบทกวี ตำรา ภาพวาด เป็นต้น

โนเบลสาขาวรรณกรรมแห่งอเมริกา

sinclair-lewis

แฮร์รี่ ซินแคลร์ ลูอิ๊ส (Harry Sinclair Lewis) เป็นนักเขียนที่มีความสามารถหลากหลายด้วยผลงาน นวนิยาย เรื่องสั้น บทละคร เริ่มต้นชีวิตเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2428 ที่รัฐมินนิโซตา บิดาประกอบอาชีพเป็นแพทย์ พ.ศ. 2445 ลูอิ๊สได้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยเยลและจบการศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2451ซึ่งเป็นบรรณาธิการ นิตยสารวรรณกรรมเยล กระทั้งย้ายไปอาศัยนิวยอร์กซึ่งมีการเขียนนวนิยายอย่างจริงจังจนได้รับการตีพิมพ์ปี พ.ศ. 2455 หลังจากนั้นได้มีหนังสืออีกหลายเรื่องที่ได้รับการตีพิมพ์ออกมาติดๆ กัน

ปีที่โด่งดังที่สุดของ แฮร์รี่ ซินแคลร์ ลูอิ๊ส คือปี พ.ศ. 2463 จากการที่เขียนประวัติ Mark Schorer เริ่มแรกนั้นทำการจำหน่ายได้ประมาณ 20,000 เล่มหลังจากนั้นเพิ่งขึ้นเป็นราว 2 ล้านเล่มในไม่กี่ปี หลังจากนั้นก็ประสบความสำเร็จเลื่อยมากับหนังสืออีกหลายเล่ม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัฒนธรรมอเมริกัน ทางการแพทย์อีกทั้งยังได้รับการทำเป็นภาพยนตร์เมื่อปี พ.ศ. 2474 เรื่องทางศาสนา และอื่นๆ อีกมากมายที่ถูกนำไปดังแปลงเป็นละคร บรอดเวย์  อีกด้วย ในปี 1930 เขาก็กลายเป็นนักเขียนคนแรกจากประเทศสหรัฐอเมริกาที่จะได้รับ รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมนอกจากนั้นยังได้รับรางวัลอื่นอีกรวมถึงรายชื่อที่ถูกเสนอเพื่อเข้ารับรางวัลเช่น รางวัลออสการ์ รางวัลพูลิตเซอร์

 

O'Neill-S. Buck

และท่านต่อมาที่ได้รับรางวัลคือ ยูจีน แกลดสโตน โอนีล (Eugene Gladstone O’Neill) โดยที่ ยูจีน เป็นที่รู้จักกันในฐานนะนักเขียนบทละครจากหมู่บ้านเล็กๆ ไปสู่การแสดงที่นิวยอร์กกระทั้งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางและได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ ผลงานที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ “harlot with a heart of gold” ยูจีนเสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2496 แม้จะมีเชื้อสายอเมริกา แต่กับได้รับการยกย่องจากจากชาวสวีเดนมากกว่าเสียด้วยซ้ำ และ เพิร์ล เอส บัค (Pearl S. Buck) ที่เป็นเชื้อสายอเมริกาเช่นกัน แต่ชีวิตส่วนใหญ่อาศัยอยู่  เสิ่นเจี้ยง ประเทศจีน โดยกลับมาอาศัยในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี พ.ศ. 2477 เป็นนักเขียนหญิงท่านแรกก็ว่าได้ที่ได้รับรางวัลโนเบลอีกท่านหนึ่งมีอาชีพเป็นนักเขียนและครู หนังสือที่เพิร์ล เอส บัคเขียนนั้นส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับเอเชีย รางวัลที่ได้รับนอกจากโนเบลแล้วยังมีรางวัลพูลิตเซอร์นวนิยายและเหรียญ William Dean Howells นอกจากนี้แล้วยังมีอีกหลายท่านที่ได้รับรางวัลเช่น ที. เอส. เอเลียต (T. S. Eliot), วิลเลียม ฟอล์คเนอร์ (William Faulkner) , เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์(Ernest Hemingway) , จอห์น เออร์เนสต์ สไตน์เบค (John Ernest Steinbeck) , โทนี มอร์ริสัน (Toni Morrison) , ซอล เบลโลว์ (Saul Bellow) , อิซาค บาเชวิส ซิงเกอร์ (Isaac Bashevis Singer) , เชสสวัฟ มีโวช (Czeslaw Milosz) , โจเซฟ บรอดสกี (Joseph Brodsky) ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของนักวรรณกรรมประเทศสหรัฐอเมริกา นับว่ามีไม่น้อยทีเดียวที่ได้รับรางวัลระดับโลกแบบนี้

กวีที่ยิ่งใหญ่ยุค 20 แห่งไอร์แลนด์

William Butler Yeats

วิลเลียม บัตเลอร์ เยทส์ (William Butler Yeats) ถูกขนานนามว่าเป็นกวีที่โด่งดังตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 เดิมทีแล้ววิลเลียมมีเชื่อสายโปรเตสแตนต์เป็นกวีที่มีความสำคัญต่อวรรณกรรมศตวรรษที่ 20 ของไอร์แลนด์และอังกฤษ วิลเลียม บัตเลอร์ เยทส์ ยังได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมเมื่อปี พ.ศ. 2466 เป็นกวีโรแมนติกอิงประวัติศาสตร์รวมถึงตำนานปรัมปราในศตวรรษที่ 19 ด้วยการใช้ภาษาที่ชัดเจนและทันสมัยเช่น Sailing to Byzantium และ The Tower

Dublin

 

วิลเลียม บัตเลอร์ เยทส์ เกิด ณ กรุงดับลินเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2408 และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2482 ประเทศฝรั่งเศษเป็นบุตรของ จอห์น บัตเลอร์ เยทส์ จนเมื่อปี พ.ศ. 2410 จึงได้ย้ายไปอยู่ในประเทศอังกฤษ แต่ประสบปัญหาทางการเงินทำให้ต้องย้ายกลับไปที่บ้านเกิด หลังจากนั้นวิลเลียม ได้รับศึกษาที่ Erasmus Smith High School. จนกระทั่ง พ.ศ. 2428 วิลเลียมได้เริ่มที่จะเขียนบทกวีขึ้นและไม่นานก็ได้รับการตีพิมพ์ ผลงานชิ้นแรกที่ทำให้ทุกคนรู้จักเริ่มเพียงอายุ 17 ปี เท่านั้นในเรื่อง Mosada A Dramatic Poem บางกระแสก็บอกว่า Oisin ซึ่งทำการตีพิมพ์คนละปีกันหลังจากมีชื่อเสียงแล้ว วิลเลียม บัตเลอร์ เยทส์ ได้ทำการสร้างโรงละครเมื่อปี พ.ศ. 2445 นับเป็นโรงละครแห่งชาติเลยก็ว่าได้ หลังจากนั้นไม่นานบทกวีของ วิลเลียม ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เคยโรแมนติกก็น้อยลงและแสดงให้เห็นความจริงมากขึ้น วิลเลียมเคยเป็นวุฒิสมาชิกรัฐอิสระของไอร์แลนด์เมื่อปี พ.ศ. 2465 หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ออกจากการเป็นสมาชิก เนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพแต่ก็ไม่ได้ทำให้วิลเลียมนั้นเลิกเขียนกวีแม้แต่น้อย เมื่อปี พ.ศ. 2479 วิลเลียมได้ทำหน้าที่เป็นบรรณธิการของหนังสือเล่มหนึ่งก่อนจะเสียขีวิตลง

The Fiddler of Dooney

บทกวีที่หลงเหลือไว้ The Fiddler of Dooney, Love and Death, Mad as the Mist and Snow, Pardon, old fathers, Those Dancing Days Are Gone, Swift’s Epitaph, Under Ben Bulben, A Reason for Keeping Silent เป็นต้น

ละครได้แก่ Mosada (1886) , The Countess Cathleen (1892) , The Curse of the Fires and of the Shadows (1893) , The Land of Heart’s Desire (1894) , The Shadowy Waters (1900) , Cathleen ni Houlihan (1902) และอื่นอีกมากมาย

ประเภทร้อยแก้ว The Celtic Twilight (1893) , Rosa alchemica (1914) , A Vision (1925) , The Secret Rose (1897) , Essays (1924)

กับผลงานต่างๆ ที่ วิลเลียม บัตเลอร์ เยทส์ ได้สร้างไว้นั้นทำให้ไม่แปลกใจเลยว่าเพราะอะไรถึงมีความสำคัญหรือได้รับการยกย่องให้ยิ่งใหญ่เหมือนกันสุนทรภู่ บ้านเรา หากต้องการที่จะอ่านกวีหรือผลงานทั้งหมดนั้นอาจจะทำได้ยากไปเสียหน่อยเพราะมีอายุมานานพอสมควร ครั้งหน้าต่อกันที่รางวัลโนเบลกันบ้าง

ความหมายของกวีและกลอน

library

book-one

กวี คือ ผู้คนที่มีศิลปะหรือเชี่ยวชาญในการประพันธ์ร้อยกรอง ซึ่งนำคำต่างๆ มารวมกับแล้วเกิดความสวยงามในประโยคนั้นๆ เมื่ออ่านแล้วสามารถเข้าใจได้ง่ายกว่าบทกลอน กวีนี้รวมถึงวรรณคดี สมัยก่อนนั้นหากใครได้เป็นกวี แปลว่าบุคคลนั้นเป็นคนที่มีความฉลาด มีสติปัญญาดีมากคนหนึ่ง และบางยุคสมัยจะรับการยกย่องจากสังคมชั้นสูงอีกด้วย กวีจะมีการกำหนดน้ำหนักของเสียงในแต่ละคำเพื่อให้เกิดความไพเราะมากขึ้น  ผู้ที่เป็นกวีในปัจจุบันยังนับรวมถึงผู้ที่แต่งเรื่องสั้นและนวนิยายด้วย ซึ่งหากแต่งเป็นเพลงจะเรียกว่า คีตกวี การประพันธ์ใช้บทร้อยกลองแบบฉันทลักษณ์ ซึ่งแบ่งออกได้ 7 อย่างด้วยกันคือ กลบท ร่าย ลิลิต กาพย์ โคลง กลอน  และฉันท์ กวีเองแบ่งได้อีก 4 ประเภทตามวรรณคดีคือ

1.อรรถกวี เป็นกวีที่แต่งตามเหตุการณ์หรือตามความเป็นจริง เช่นได้ไปพบกับบางอย่างด้วยตนเองจึงนำมาร้อยเรียงเป็นบทกวี

2.สุตกวี เป็นการแต่งกวีตามที่ได้ยินเรื่องเล่าสืบต่อกันหรือได้ฟังมา

3.จินตกวี แต่งโดยใช้จินตนาการหรือความคิดของตนเองออกมาเป็นเรื่องราว

4.ปฏิภาณกวี เป็นการแต่ง ณ เวลานั้นโดยทันที จากไหวพริบของตนเอง

กลอนนั้นจัดอยู่ในหมวดฉันทลักษณ์เช่นกันแต่จะเน้นเรื่องของการสัมผัสคำ จำนวนคำ โดยแบ่งได้ 5 หลักใหญ่

1.แบ่งได้ตามจำนวนคำ คือ กำหนดคำเท่ากันทุกวรรค และ กำหนดคำในวรรคโดยประมาน

2.แบ่งตามการส่งสัมผัส คือ การส่งสัมผัสเหมือนกลอนสุภาพ และการส่งสัมผัสแบบกลอนชาวบ้าน

3.แบ่งตามคำขึ้นต้น คือ กลอนบังคับคำขึ้นต้น เช่น กลอนสักวา และไม่บังคับคำ เช่น กลอนสี่ กลอนหก

4.แบ่งตามบทขึ้นต้น คือ บังคับคำขึ้นต้นเต็มบท เช่น กลอนเจ็ด กลอนเก้า และบังคับขึ้นต้นแต่ไม่เต็มบท เช่น กลอนนิราศ

5.แบ่งตามคณะ คือ ไม่สัมผัสระหว่างคณะ เช่น กลอนดอกสร้อย และสัมผัสระหว่างคณะ เช่น ก่อนเสภา กลอนนิทาน

poet-thai

ประเทศไทยเองกลอนได้รับความนิยมในยุครัตนโกสินทร์ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และยังเป็นยุคเดียวกันกับสุนทรภู่กวีเอกที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี ซึ่งกลอนนั้นจะมีการแบ่งตามวัตถุประสงค์ที่จะใช้งานคือ

กลอนอ่านเพื่อความเพลิดเพลิน กลอนนิราศ กลอนสี่ กลอนหก กลอนเจ็ด กลอนแปด และกลอนเก้า

กลอนร้องโต้ตอบกัน เช่น กลอนเพลงชาวบ้าน กลอนเสภา กลอนดอกสร้อย

ในต่างประเทศเองก็มีนักกวีและนักแต่งกลอนที่โด่งดังอยู่เช่นกัน ส่วนจะเป็นใครบ้างนั้นผลงานเป็นที่รู้จักกันดีแค่ไหนครั้งหน้าเราจะมีติดตามกัน กับนักกวีชื่อดังทั่วโลกที่ฝากผลงานไว้เช่นสุนทรภู่