กวีที่ยิ่งใหญ่ยุค 20 แห่งไอร์แลนด์

William Butler Yeats

วิลเลียม บัตเลอร์ เยทส์ (William Butler Yeats) ถูกขนานนามว่าเป็นกวีที่โด่งดังตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 เดิมทีแล้ววิลเลียมมีเชื่อสายโปรเตสแตนต์เป็นกวีที่มีความสำคัญต่อวรรณกรรมศตวรรษที่ 20 ของไอร์แลนด์และอังกฤษ วิลเลียม บัตเลอร์ เยทส์ ยังได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมเมื่อปี พ.ศ. 2466 เป็นกวีโรแมนติกอิงประวัติศาสตร์รวมถึงตำนานปรัมปราในศตวรรษที่ 19 ด้วยการใช้ภาษาที่ชัดเจนและทันสมัยเช่น Sailing to Byzantium และ The Tower

Dublin

 

วิลเลียม บัตเลอร์ เยทส์ เกิด ณ กรุงดับลินเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2408 และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2482 ประเทศฝรั่งเศษเป็นบุตรของ จอห์น บัตเลอร์ เยทส์ จนเมื่อปี พ.ศ. 2410 จึงได้ย้ายไปอยู่ในประเทศอังกฤษ แต่ประสบปัญหาทางการเงินทำให้ต้องย้ายกลับไปที่บ้านเกิด หลังจากนั้นวิลเลียม ได้รับศึกษาที่ Erasmus Smith High School. จนกระทั่ง พ.ศ. 2428 วิลเลียมได้เริ่มที่จะเขียนบทกวีขึ้นและไม่นานก็ได้รับการตีพิมพ์ ผลงานชิ้นแรกที่ทำให้ทุกคนรู้จักเริ่มเพียงอายุ 17 ปี เท่านั้นในเรื่อง Mosada A Dramatic Poem บางกระแสก็บอกว่า Oisin ซึ่งทำการตีพิมพ์คนละปีกันหลังจากมีชื่อเสียงแล้ว วิลเลียม บัตเลอร์ เยทส์ ได้ทำการสร้างโรงละครเมื่อปี พ.ศ. 2445 นับเป็นโรงละครแห่งชาติเลยก็ว่าได้ หลังจากนั้นไม่นานบทกวีของ วิลเลียม ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เคยโรแมนติกก็น้อยลงและแสดงให้เห็นความจริงมากขึ้น วิลเลียมเคยเป็นวุฒิสมาชิกรัฐอิสระของไอร์แลนด์เมื่อปี พ.ศ. 2465 หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ออกจากการเป็นสมาชิก เนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพแต่ก็ไม่ได้ทำให้วิลเลียมนั้นเลิกเขียนกวีแม้แต่น้อย เมื่อปี พ.ศ. 2479 วิลเลียมได้ทำหน้าที่เป็นบรรณธิการของหนังสือเล่มหนึ่งก่อนจะเสียขีวิตลง

The Fiddler of Dooney

บทกวีที่หลงเหลือไว้ The Fiddler of Dooney, Love and Death, Mad as the Mist and Snow, Pardon, old fathers, Those Dancing Days Are Gone, Swift’s Epitaph, Under Ben Bulben, A Reason for Keeping Silent เป็นต้น

ละครได้แก่ Mosada (1886) , The Countess Cathleen (1892) , The Curse of the Fires and of the Shadows (1893) , The Land of Heart’s Desire (1894) , The Shadowy Waters (1900) , Cathleen ni Houlihan (1902) และอื่นอีกมากมาย

ประเภทร้อยแก้ว The Celtic Twilight (1893) , Rosa alchemica (1914) , A Vision (1925) , The Secret Rose (1897) , Essays (1924)

กับผลงานต่างๆ ที่ วิลเลียม บัตเลอร์ เยทส์ ได้สร้างไว้นั้นทำให้ไม่แปลกใจเลยว่าเพราะอะไรถึงมีความสำคัญหรือได้รับการยกย่องให้ยิ่งใหญ่เหมือนกันสุนทรภู่ บ้านเรา หากต้องการที่จะอ่านกวีหรือผลงานทั้งหมดนั้นอาจจะทำได้ยากไปเสียหน่อยเพราะมีอายุมานานพอสมควร ครั้งหน้าต่อกันที่รางวัลโนเบลกันบ้าง

ความหมายของกวีและกลอน

library

book-one

กวี คือ ผู้คนที่มีศิลปะหรือเชี่ยวชาญในการประพันธ์ร้อยกรอง ซึ่งนำคำต่างๆ มารวมกับแล้วเกิดความสวยงามในประโยคนั้นๆ เมื่ออ่านแล้วสามารถเข้าใจได้ง่ายกว่าบทกลอน กวีนี้รวมถึงวรรณคดี สมัยก่อนนั้นหากใครได้เป็นกวี แปลว่าบุคคลนั้นเป็นคนที่มีความฉลาด มีสติปัญญาดีมากคนหนึ่ง และบางยุคสมัยจะรับการยกย่องจากสังคมชั้นสูงอีกด้วย กวีจะมีการกำหนดน้ำหนักของเสียงในแต่ละคำเพื่อให้เกิดความไพเราะมากขึ้น  ผู้ที่เป็นกวีในปัจจุบันยังนับรวมถึงผู้ที่แต่งเรื่องสั้นและนวนิยายด้วย ซึ่งหากแต่งเป็นเพลงจะเรียกว่า คีตกวี การประพันธ์ใช้บทร้อยกลองแบบฉันทลักษณ์ ซึ่งแบ่งออกได้ 7 อย่างด้วยกันคือ กลบท ร่าย ลิลิต กาพย์ โคลง กลอน  และฉันท์ กวีเองแบ่งได้อีก 4 ประเภทตามวรรณคดีคือ

1.อรรถกวี เป็นกวีที่แต่งตามเหตุการณ์หรือตามความเป็นจริง เช่นได้ไปพบกับบางอย่างด้วยตนเองจึงนำมาร้อยเรียงเป็นบทกวี

2.สุตกวี เป็นการแต่งกวีตามที่ได้ยินเรื่องเล่าสืบต่อกันหรือได้ฟังมา

3.จินตกวี แต่งโดยใช้จินตนาการหรือความคิดของตนเองออกมาเป็นเรื่องราว

4.ปฏิภาณกวี เป็นการแต่ง ณ เวลานั้นโดยทันที จากไหวพริบของตนเอง

กลอนนั้นจัดอยู่ในหมวดฉันทลักษณ์เช่นกันแต่จะเน้นเรื่องของการสัมผัสคำ จำนวนคำ โดยแบ่งได้ 5 หลักใหญ่

1.แบ่งได้ตามจำนวนคำ คือ กำหนดคำเท่ากันทุกวรรค และ กำหนดคำในวรรคโดยประมาน

2.แบ่งตามการส่งสัมผัส คือ การส่งสัมผัสเหมือนกลอนสุภาพ และการส่งสัมผัสแบบกลอนชาวบ้าน

3.แบ่งตามคำขึ้นต้น คือ กลอนบังคับคำขึ้นต้น เช่น กลอนสักวา และไม่บังคับคำ เช่น กลอนสี่ กลอนหก

4.แบ่งตามบทขึ้นต้น คือ บังคับคำขึ้นต้นเต็มบท เช่น กลอนเจ็ด กลอนเก้า และบังคับขึ้นต้นแต่ไม่เต็มบท เช่น กลอนนิราศ

5.แบ่งตามคณะ คือ ไม่สัมผัสระหว่างคณะ เช่น กลอนดอกสร้อย และสัมผัสระหว่างคณะ เช่น ก่อนเสภา กลอนนิทาน

poet-thai

ประเทศไทยเองกลอนได้รับความนิยมในยุครัตนโกสินทร์ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และยังเป็นยุคเดียวกันกับสุนทรภู่กวีเอกที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี ซึ่งกลอนนั้นจะมีการแบ่งตามวัตถุประสงค์ที่จะใช้งานคือ

กลอนอ่านเพื่อความเพลิดเพลิน กลอนนิราศ กลอนสี่ กลอนหก กลอนเจ็ด กลอนแปด และกลอนเก้า

กลอนร้องโต้ตอบกัน เช่น กลอนเพลงชาวบ้าน กลอนเสภา กลอนดอกสร้อย

ในต่างประเทศเองก็มีนักกวีและนักแต่งกลอนที่โด่งดังอยู่เช่นกัน ส่วนจะเป็นใครบ้างนั้นผลงานเป็นที่รู้จักกันดีแค่ไหนครั้งหน้าเราจะมีติดตามกัน กับนักกวีชื่อดังทั่วโลกที่ฝากผลงานไว้เช่นสุนทรภู่